ร่างกายของมนุษย์เรานั้นประกอบด้วยเซลล์ 100,000,000,000,000 เซลล์ หนึ่งในสิบ ของเซลล์เหล่านี้เป็นเซลล์ของร่างกายเราเอง อีกร้อยละเก้าสิบก็คือแบคทีเรียอีกมาก มหาศาล ซึ่งมาสิงสู่อยู่กินที่ร่างกายของเรา เชื้อจุลินทรีย์นี้ปกคลุมทั่วผิวหนัง กระจายอยู่ ในจมูกและช่องคอ เลยตลอดไปทั่วทางเดินอาหารจากปากถึงทวารหนัก แม้จะเป็น ความจริงว่าเซลล์ของเราใหญ่กว่าเซลล์แบคทีเรียเป็นสิบเป็นร้อยเท่า แต่ความจริง อีกอย่างก็คือ เราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เราแต่ละคนเป็นเหมือนกับชุมชนเดินได้ต่างหาก
จากการศึกษาลำไส้หนูทดลองและหมู ทำให้เราได้รู้ว่ามีระบบการอยู่ร่วมกันชนิด ซับซ้อนสุดที่จะพรรณนา นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับเซลล์สัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ชนิดที่ยากจะพบได้ภายนอกสิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆ ความสัมพันธ์ แบบนี้มีผลดีต่อจุลินทรีย์แน่นอน เพราะได้ทั้งอาหารและที่พัก แต่ก็มีผลต่ออีกฝ่าย อย่างเช่น ช่วยหล่อสร้างแบบลำไส้ ทำให้เกิดระบบภูมิคุ้มกันและบางทีก็เป็น บางส่วนของระบบประสาทระยะพัฒนาเมื่อสัตว์นั้นยังมีอายุน้อย นักวิจัยยังเชื่อ ด้วยว่าเซลล์แบคทีเรียกับเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็สามารถจะมีความสัมพันธ์กัน ถึงระดับแลกเปลี่ยนยีนกันเลยทีเดียว
นักวิจัยต้องการศึกษาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างถ้าไม่มีแบคทีเรียอยู่ในลำไส้เลย วิธีการคือ ศึกษาหนูที่ถือกำเนิดมาโดยการผ่าตัดทำคลอด แล้วเลี้ยงเจ้าหนูน้อยๆ ในตู้เพาะเลี้ยงที่ปลอดเชื้อ ผลปรากฏว่า เจ้าหนูน้อยๆ เพล่านี้เกิดอาการลำไส้บวม อย่างมาก และมีความผิดปกติทางกายภาพอีกมากมาย ยิ่งกว่านั้นเจ้าหนูปลอดเชื้อเหล่านี้ ยังไวต่อการติดโรค เพียงแค่ฉีดแบคทีเรียมีชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคเข้าไปสัก 100 ตัว เจ้าหนูพวกนี้ก็ป่วยเสียแล้ว ส่วนหนูปกตินั้นกว่าจะป่วยได้ต้องได้รับแบคทีเรีย ก่อโรคมากกว่าเป็นล้านเท่า เชื่อกันว่าแบคทีเรียที่มาอาศัยนี้เองที่เป็นสิ่งป้องกัน ทางกายภาพสำหรับผู้บุกรุกที่ก่อโรค คอยป้องกันมิให้เชื้อโรคร้ายชนิดอื่นมา ตั้งหลักปักฐาน หรือไม่ก็ปล่อยสารเคมีออกมาไล่เชื้อโรคร้ายไปไกลๆ เลย
แบคทีเรียประจำลำไส้ยังใจดีมากกว่านี้อีก พวกมันผลิตวิตามินเค ซึ่งสัตว์ทั้งหลายจะหาจากอาหารไม่ได้ และในสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างเช่น วัว ควาย นั้น แบคทีเรียจะช่วยย่อยเซลลูโลสในพืชให้กลายเป็นกลูโคส ที่วัวควายย่อยเอาไปใช้ประโยชน์ได้
นับเป็นสิบๆ ปีแล้วที่นักจุลชีววิทยาต้องเกาศีรษะแกรกๆ เมื่อนึกถึง ความสัมพันธ์อันอ่อนโยนนี้ ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรที่ดีนี้ ทำให้เราพบแบคทีเรีย ตามเมือกที่บุลำไส้ บางพวกจะไปเอ้อระเหยลอยชายอยู่ตามซอกเล็กช่องน้อยทั้งหลาย พวกมันรู้ได้อย่างไรกันว่าจะต้องไปตั้งหลักปักฐานที่ส่วนไหนของลำไส้ใน ชั่วโมงแรกๆ ที่สัตว์ตัวนั้นถือกำเนิดขึ้น และเมื่อพบที่เหมาะสมแล้วพวกมัน ยึดหัวหาดต่อต้านแบคทีเรียใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอได้อย่างไรกัน และทำไมเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยบางส่วนที่อยู่ร่วมกับเราอย่างสันติสุขมาเป็นปีๆ กลับมาสร้างความเดือดร้อนที่อาจถึงตายให้กับเราได้ ทำไมระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีอยู่ถึงไม่เปิดสงครามยืดเยื้อกับผู้บุกรุกในทางเดินอาหารเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเชื้อเหล่านี้ล้วนแต่ปกคลุมไปด้วยโปรตีนที่เหมือนกันกับชนิดที่จะกระตุ้น ให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อาจรุนแรงถึงตาย ซึ่งก็เป็นโปรตีน ที่พบได้บนผิวแบคทีเรียที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในตัวเรา
ไบรอัน เฮนเดอร์สัน นักเซลล์ชีววิทยาแห่งยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวว่า "เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ข้อขัดแย้งของ การอยู่ร่วมกัน" ถ้าคุณเอาเชื้อชนิดที่อยู่ในตัวคุณมาไว้กับเซลล์บุผิวแล้วหวังว่า คงจะเกิดการอักเสบละก็ มันไม่เป็นอย่างนั้นได้หรอก"
ความคิดที่ว่า การสื่อสารทางเคมีอาจจะเป็นกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์ อันมั่นคงที่น่าสงสัยนี้ เกิดจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพืชอย่างเช่น ถั่วกับแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน ซึ่งอาศัยอยู่ตามปมราก เจ้าแบคทีเรียมหามิตร นี้สามารถกระตุ้นยีนของต้นถั่วทำให้สร้างปมเล็กปมน้อยที่ราก ซึ่งก็จะกลาย เป็นนิวาสสถานอันดีของบรรดาแบคทีเรียจรจัดทั้งหลาย สิ่งตอบแทนที่พืชได้รับก็คือ ไนโตรเจนชนิดบริการส่งถึงบ้าน นักวิจัยได้ค้นพบยีนเป็นโหลๆ ทั้งในพืชและ ในจุลินทรีย์ซึ่งถอดรหัสได้เป็นสารเคมีหลายชนิดที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพ ของรากถั่ว การติดต่อสื่อสารดังกล่าวนี้ดำเนินไปมาอย่างมากมายราวกับว่าเป็น การติดต่อสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างเซลล์ภายในร่างกายขณะที่กำลังมีพัฒนาการ แต่ในกรณีนี้กลับเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างยีนของสิ่งมีชีวิตสองชนิด ที่อยู่กันคนละกลุ่มกัน
มีหลักฐานที่ระบุว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้น ระหว่างแบคทีเรียกับสัตว์ด้วย อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างหมึกทะเลบ็อบเทล (Euprymna scolopes) กับ แบคทีเรียที่ชื่อ Vibrio fischeri ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่ผลิตแสงได้ อาศัยอยู่ตามบริเวณช่องที่ลำตัว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น อวัยวะเปล่งแสงของหมึก ในตอนกลางวันเจ้าหมึกทะเลจะฝังตัวอยู่ในทราย ตามชายฝั่งทะเลตื้นๆ พอตกกลางคืน มันจะออกมาล่าเหยื่อโดยมีแบคทีเรียใน อวัยวะเปล่งแสงเริ่มเปล่งแสงออกมาทำให้เกิดแสงที่ทำให้เจ้าหมึกทะเลดูคล้าย ดวงดาวในท้องฟ้า กลมกลืนไปกับดาวดวงอื่นบนผืนฟ้าเบื้องบน หลอกตาผู้ล่า ปลาหมึกเมื่อมองย้อนขึ้นมาจากใต้น้ำได้
แต่สิ่งที่ทำให้นักวิจัยอย่างเจฟฟ์ กอร์ดอน นักชีววิทยาโมเลกุลจากมหาวิทยาลัย วอชิงตันสนใจก็คือ แบคทีเรียไปมีผลต่อการพัฒนาของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับอวัยวะเปล่งแสงของหมึกทะเลได้อย่างไร ก่อนที่หมึกทะเลจะรับสินค้า คือ V. fischeri ไว้นั้น เซลล์ชนิดพิเศษซึ่งบุรอบทางเข้าของอวัยวะเปล่งแสงจะใช้ เส้นใยคล้ายขนเส้นเล็กๆ โบกพัดให้น้ำผ่านเข้ามาในรูเล็กๆ อันเป็นที่ซึ่งแบคทีเรีย จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นไปได้ว่านี้คือวิธีที่ช่วยให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ทว่า ผลการศึกษาของมาร์กาเร็ต แม็คฟอล-ไง และลูกศิษย์ของเธอชื่อ เจมี่ ฟอสเตอร์ แห่งศูนย์วิจัยชีวการแพทย์แปซิฟิกที่มานัว ในฮาวายระบุว่า ทันทีที่แบคทีเรียเข้าถึง ตัวหมึกทะเล มันจะฆ่าเซลล์กลุ่มดังกล่าวเสียเลย โดยเข้ายึดยีนของหมึกที่กระตุ้น กระบวนการตายของเซลล์แบบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ความสัมพันธ์อันใกล้ชิด
เซลล์บุโพรงที่คล้ายกับรูซึ่งแบคทีเรียอาศัยอยู่นี้ก็จะถูกแปลงสภาพโดยอิทธิพล ของ V.fischeri เซลล์พวกนี้จะบวมใหญ่กว่าขนาดปกติสี่เท่า และขนที่ปกคลุม ผิวเซลล์จะหนาขึ้น ยาวขึ้นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนดูเหมือนว่าจะคอย ห่อหุ้มคลุมแขกที่ผ่านเข้ามา เซลล์ของอวัยวะเปล่งแสงจะลดการผลิตพิษร้ายด้วย ซึ่งนักวิจัยคาดว่าพิษนี้มีเอาไว้สกัดกั้นแบคทีเรียอื่นจนกว่า V.fischeri จะตั้งตัวได้ เนื้อเยื่อของหมึกทะเลก็มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างสุดขีด เช่นเดียวกับที่ราก ของต้นถั่วต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนเช่นกัน
แล้วเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นที่เวทีใหญ่ๆ อย่างในลำไส้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบ้างมั้ย จากการศึกษาหนูทดลองและหมูก็พบว่าเป็นจริงดังนั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ เรื่องนี้ใช้อธิบายได้ว่า ข้อแตกต่างทางกายภาพหลายประการระหว่างลำไส้สัตว์ ทดลองที่ปราศจากจุลินทรีย์กับลำไส้ของสัตว์ธรรมดามีผลมาจากอะไร ในสัตว์ ปลอดจากเชื้อนั้น ส่วนที่เรียกว่า วิลไล ที่บุอยู่ภายในลำไส้จะยาวกว่า และหลุมลิเบอร์คูน (Crypts of Lieberkuhn) ซึ่งเป็นโครงสร้างรูปถ้วยที่มีอยู่รอบฐาน ของวิลไลแต่ละอันจะตื้นกว่าและมีจำนวนเซลล์น้อยกว่า ยิ่งกว่านั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวกับ ภูมิคุ้มกันที่กระจายตลอดความยาวของลำไส้ก็จะอยู่ในสภาพไม่พัฒนา และเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ก็จะมีน้อยกว่าหนูปกติเสียด้วย
หลักฐานแรกที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างความเปลี่ยนแปลงภายใน ทางเดินอาหารกับแบคทีเรียบางชนิดปรากฏชัดในปี พ.ศ. 2538 เมื่อทีมนักวิจัยของ โยชิโนริ อูเมซากิ แห่งสถาบันวิจัยจุลชีววิทยายาคูลท์ ที่โตเกียว ได้ป้อนจุลินทรีย์ ที่เป็นมิตรให้หนูปลอดเชื้อกิน เจ้าจุลินทรีย์นี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมทั้งการเพิ่มอัตราส่วนของเซลล์เยื่อบุรูปแท่งต่ออัตราส่วนของเซลล์รูปถ้วยซึ่ง สร้างเมือกและยังเพิ่มอัตราการผลิตเซลล์ทางเดินอาหารใหม่ นอกจากนี้ยังมีการ เปลี่ยนแปลงชนิดของสารประกอบไขมันบางตัวที่ปรากฏอยู่ตามผิวเซลล์ที่บุอยู่ตาม ลำไส้อีกด้วย
ขั้นต่อไปก็คือการค้นพบว่า จุลินทรีย์เหล่านี้ติดต่อสื่อสารกับเซลล์ลำไส้ได้อย่างไร ซึ่งก็เป็นตอนที่คุณกอร์ดอนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา เขาได้พยายามทำความเข้าใจกับพัฒนาการของลำไส้เล็กของหนูทดลองที่มีอายุน้อย แล้วนำมาเทียบเคียงกับมนุษย์ในวัยทารก หลุมลิเบอร์คูนในลำไส้จะผลักดันเซลล์ ที่ยังไม่ถูกกำหนดหน้าที่ขึ้นไปตามวิลไล แล้วเซลล์เหล่านี้จึงจะกลายเป็นเซลล์ที่มี หน้าที่เฉพาะชนิดใดชนิดหนึ่งในสี่แบบ เซลล์เหล่านั้นจะกลายไปเป็นเซลล์ประเภท ใดนั้นขึ้นอยู่กับว่ายีนใดจะถูกปิดหรือถูกเปิด กอร์ดอนได้ค้นพบว่าปรากฏการณ์นี้ ขึ้นอยู่กับว่าเซลล์นั้นอยู่ตรงตำแหน่งใดบนวิลไลเท่านั้น มันทำให้เขาสงสัยว่า มีบางสิ่งบางอย่างจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็อาจจะเป็นแบคทีเรียที่ผิวของวิลไลนั่นเอง ที่เป็นตัวกระตุ้นยีน
กอร์ดอนต้องการจะทราบความจริงให้มากขึ้น เขาจึงดำเนินการทดลอง ที่ไม่ซับซ้อนโดยเลือกศึกษาคุณสมบัติเพียงอย่างเดียวของลำไส้ นั่นคือ ปริมาณ น้ำตาลที่ชื่อว่า ฟูโคส ที่ปรากฏอยู่ที่ผิวเซลล์ แล้วดูว่าน้ำตาลนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเขาป้อนแบคทีเรียชนิดต่างๆ ให้หนูกินเข้าไป
ตลอดอายุ 21 วันแรกของหนูทดลอง โมเลกุลน้ำตาลฟูโคสจะครอบคลุมเซลล์ ลำไส้เล็กตอนล่าง ต่อมาเมื่อระดับฟูโคสลดลงจนเหลือน้อยที่สุดในกรณีของหนู ปลอดเชื้อ พอใส่แบคทีเรียทางเดินอาหารเข้าไป เซลล์ก็จะกลับมาเริ่มสร้างน้ำตาลอีก
ลินนี ไบรย์ นักศึกษาในห้องปฏิบัติการของกอร์ดอนพยายามจะศึกษาว่า แบคทีเรียตัวไหนเป็นตัวการเรื่องนี้ โดยเธอป้อนแบคทีเรียทีละชนิดให้หนูปลอดเชื้อ แบคทีเรียตัวแรกไม่มีอิทธิพลใดต่อการผลิตน้ำตาล ตัวที่สองก็ไม่ แต่พอเธอใส่ เชื้อแบคทีรอยดีส แททาไอทาโอไมครอน (Bacteroides thetaitaomicron) เข้าไป ปรากฏว่าไม่เพียงที่เซลล์จะเริ่มมีการผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังพบว่ามีความสัมพันธ์กัน ระหว่างปริมาณเชื้อกับปริมาณน้ำตาลด้วย แสดงให้เห็นว่ามีการส่งสัญญาณอย่าง ประณีตบรรจงระหว่างจุลินทรีย์กับเซลล์ลำไส้ ลักษณะของสัญญาณนี้ยังคงเป็น เรื่องลึกลับ แต่กอร์ดอนและลอรา ฮูเปอร์ นักวิจัยหลังปริญญาเอกของเขา ได้รายงานในที่ประชุมสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกันที่ชิคาโกเมื่อมิถุนายนปีที่ผ่านมาว่า จุลินทรีย์จะส่งสัญญาณเคมีออกมาเมื่อมันรู้สึกว่าปริมาณน้ำตาลชักจะต่ำลงมากกว่า การที่เซลล์ลำไส้จะค่อยๆ ลดการปล่อยโมเลกุลน้ำตาลออกมาเอง
กอร์ดอนมองเห็นว่าคงจะมีแบคทีเรียอื่นอีกหลายชนิดที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด กับการสื่อสารอย่างแข็งขันตลอดความยาวของทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นชุมชนที่มี การสื่อสารกันอย่างมากอันเป็นผลจากการกล่อมเกลาโดยวิวัฒนาการร่วมกันเป็นล้านปี กอร์ดอนเสนอว่า "ตอนแรกเกิดนั้นลำไส้อาจจะมีแหล่งอาหารที่ทำให้เกิดมีการ ชุมนุมกันของเชื้อแบคทีเรียในระยะแรกๆ " สิ่งนี้คงพอจะอธิบายได้ว่าแบคทีเรีย ที่อาศัยในลำไส้หาที่อยู่ที่ถูกต้องในลำไส้ได้อย่างไร และทำไมหนูทดลองทั้งหลาย จึงผลิตฟูโคสอยู่แถวๆ บริเวณลำไส้เล็กส่วนล่างก่อนที่มันจะมีอายุ 21 วัน ความสามารถของจุลินทรีย์พวกนี้ที่ทำให้อาหารเกิดขึ้นหลังจากที่พวกมัน ได้ตั้งหลักปักฐานกันแล้วสามารถอธิบายได้ว่า พวกมันสามารถยึดที่มั่นอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ต้องแข่งขันกับแบคทีเรียพวกใหม่ที่พากันเฮโลเข้ามาพร้อมกับอาหารที่สัตว์กินเข้าไป
แล้วหุ้นส่วนหลายเซลล์มีอำนาจมีปากมีเสียงอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น บ้างหรือไม่ หรือมีหน้าที่เป็นเพียงพี่เลี้ยงคอยป้อนข้าวป้อนน้ำเท่านั้น หมึกทะเลนับเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์กับแบคทีเรียที่น่าจะได้นำมา พิจารณาในแงนี้ที่ว่า ประการแรก หมึกทะเลควบคุมขนาดโคโลนีของ V.fischeri โดยปรับเปลี่ยนปริมาณออกซิเจนที่จะเข้าไปในหลุมซึ่งเป็นอวัยวะส่องแสง ประการที่สอง หมึกทะเลป้องกันมิให้แบคทีเรียอื่นมาตั้งถิ่นฐานอยู่ภายในหลุม และประการที่สาม หมึกทะเลจะกำจัด V.fischeri ผ่าเหล่าที่ผลิตแสงไม่ได้ออกไปเสียอย่างที่แมคฟาล-ไง กล่าวว่า "แบคทีเรียและหมึกทะเลจะส่งภาษาใจถึงกันจริงๆ... แบคทีเรียจะถามว่า 'เจ้าเป็นหมึกทะเลที่แท้หรือเปล่า' แล้วเจ้าหมึกทะเลก็ย้อนถามว่า 'เจ้าล่ะเป็น แบคทีเรียที่ถูกสเป๊คหรือเปล่า' และพวกมันก็จะเจ๊าะแจ๊ะจู๋จี๋กันเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก"
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเพียงพอ มาร์ติน เบลเซอร์ นักจุลชีววิทยา ที่มหาวิทยาแวนเดอร์บิลท์ ที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี กล่าวว่า เซลล์ของลำไส้ ก็อาจจะมีการคุยกันอย่างนี้กับแขกแปลกหน้าที่มาพักอาศัยก็ได้ ยังไม่ทราบกัน แน่ว่าเซลล์ลำไส้ส่งสารเคมีซึ่งไปเปิดหรือปิดยีนของแบคทีเรียโดยตรง หรือเซลล์จะเลือกสายพันธุ์แบคทีเรียอย่างเฉพาะเจาะจงโดยการปล่อยสารอาหาร โดยการแสดงตัวต้อนรับบางชนิดที่ผิวเซลล์ หรือ ปล่อยแอนติบอดีออกมา ขับไล่ไสส่งพวกแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์ เบลเซอร์คิดว่า กลไกทุกอย่าง อาจจะถูกนำมาใช้ทั้งหมด
พันธมิตรใกล้ชิดระหว่างจุลินทรีย์กับเซลล์ลำไส้สร้างความแปลกใจแก่ วงการแพทย์เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างจากการที่ Helicobacter pylori ซึ่งยอมรับ กันทั่วไปว่ามีความเกี่ยวข้องกับโรคแผลในกระเพาะอาหาร ในช่วงต้นยุค 1990 มีการทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ค้นหาวิธีที่จะกำจัดเชื้อพวกนี้ให้หมดจากกระเพาะ อาหารของมนุษย์ แต่พบว่ามีแบคทีเรียนี้อยู่ในกระเพาะอาหารคนที่มีสุขภาพ แข็งแรงดีเกือบครึ่ง เลยทำให้นักวิจัยบางคนสงสัยว่ามันอาจจะมีประโยชน์ต่อ เจ้าบ้านในลักษณะของการเป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามปกติ ความคิดนี้ได้รับ การสนับสนุนอย่างหนักแน่น เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วตอนที่ทีมนักวิจัยนำโดย สตาฟฟาน นอร์มาร์ค แห่งสถาบันคาโรลินส์กา ในกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดน แสดงให้เห็นว่า H. pylori จะปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษต่อ อี. โคไล (Escherichia coli) ซัลโมเนลลา และเชื้อโรคตัวร้ายอีกหลายตัว บิลาสเตอร์ กล่าวว่า "ผมใช้เวลาหลายปีนี้แสดงให้เห็นว่า H. pylori เป็นเชื้อโรค แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันเป็นแบคทีเรียที่อยู่ร่วมกับเราที่บางครั้งจะแสดง ความเป็นพิษภัยออกมา"
นอกจากการที่จะเข้าใจว่าทำไมบางครั้ง H.pylori และจุลินทรีย์อื่นๆ จึงได้แวบออกมาจากค่ายอบยพ เอ๊ย! ที่อยู่ตามปกติแล้วมาก่อให้เกิดความพินาศ เสียหายใหญ่หลวงได้
เมื่อได้พิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับลำไส้อย่างใกล้ชิดก็ ทำให้มองตามแนวทางวิทยาศาสตร์ไปสู่เรื่องของโพรไบโอติค ซึ่งเป็น วิถีทางปฏิบัติที่ทำกันมาหลายศตวรรษแล้วนั่นคือ การกลืนกินแบคทีเรียเป็นๆ เข้าไปขับไล่การติดเชื้อในลำไส้อาหาร หรือปัญหาอื่นในระบบทางเดินอาหาร และสิ่งที่กอร์ดอนเรียกว่า "อะไบโอติค" ซึ่งเป็นการใช้โมเลกุลเพียวๆ ที่มี ความเกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างลำไส้กับจุลชีพมาใช้ในการรักษาโรค ก็จะเป็นจริงด้วย โรคลำไส้อักเสบซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่มีลักษณะเด่นโดยการ มีลำไส้บวมเป็นครั้งเป็นคราวที่ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่เกิดใน หนูปลอดจุลินทรีย์เลย ก็นับเป็นสภาวะที่สิ่งนี้อาจจะมีประโยชน์ ถ้าสามารถหา ได้ว่าสัญญาณที่เจ้าแบคทีเรียใช้กดดันการอักเสบได้ นี่จะเป็นก้าวใหญ่ใน การออกแบบยาเพื่อทำงานที่แบคทีเรียเองดูเหมือนจะทำไม่สำเร็จ
ขณะเดียวกัน เราเองควรจะประหลาดใจหรือรำคาญใจมั้ยว่า ความคิดที่ว่าเราแต่ละคนเปรียบเสมือนกับสมาชิกเดี่ยวๆ ในชุมชน กลับกลายเป็นชุมชนเดินได้ขนาดยักษ์ อย่างไรก็ตามเฮนเดอร์สันกล่าวว่า "ชีววิทยาล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ทั้งนั้นแหละ"
แปลและเรียบเรียงจาก Insider Trading , New Scientist, 26 June 1999
ที่มา : UpDATE
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น