วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โรคร้ายแห่งรัก

ที่ว่ากันว่าอานุภาพความรักนั้นร้ายแรงนัก ทำให้ผู้ตกอยู่ในความรักมีอันเป็นไปต่างๆ นานา และมักทำให้มีนิสัยรวมถึงพฤติกรรมแปลกไปจากปกตินั้นจริงหรือ และอะไรกันเล่าที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ถ้าจะเหลียวมองไปรอบๆ ตัว สังเกตพฤติกรรมของผู้คนรอบข้างที่คุ้นเคยมาแต่ก่อนเก่า ครั้นพอมามีความรักก็มักทำะไรที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ จนบางครั้งก็แอบคิดไปว่าคล้ายประสาทนิดๆ เจือด้วยอาการบ้าหน่อยๆ แต่ถ้าท่านใดที่เคยผ่านหรือกำลังอยู่ระหว่างดอกรักบานสะพรั่งกลางใจ ก็คงรับรู้ได้ถึงอาการปั่นป่วน กระวนกระวายปนเปกับความวิตกกังวล สับสน และอื่นๆ อีกมากมายจนใจกระเจิดกระเจิงนั้นเป็นอย่างไร หรือถ้าสนใจจะติดตามหารายละเอียด ได้เพิ่มเติมจากบทเพลง และบทกลอนต่างๆ ที่ถ่ายทอดกันมายาวนานตั้งแต่โบราณกาล คิดดูว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังบรรยายกันได้ไม่จบสิ้น

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สรุปอาการสารพัดที่เกิดขึ้นนี้อย่างสั้นๆ ตรงตามอาการว่า "ย้ำคิดย้ำทำ" ซึ่งหลายคนคงอยากจะค้านว่าพูดถึงความรักแล้วทำไมกลายเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำไปได้ ทั้งอารมณ์และความรู้สึกก็ต่างกันลิบลับ ผู้คนมากมายในโลกนี้ ใฝ่ฝันหาความรัก เกิดมาทั้งที่ก็อยากจะมีความรักสักครั้ง เพราะการที่มีความรักนั้น น่าจะเป็นความสุขเบิกบานหัวใจที่มีใครสักคนไว้ให้คิดถึง เป็นที่ยึดเหนี่ยวหัวใจ แต่การที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำนั้นน่าจะเป็นความทุกข์ทรมาน อาการที่รู้จักกันดีก็เช่น การเฝ้าวนเวียนไปดูว่าประตูล็อคหรือยัง หรือไม่ก็คอยล้างมือซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ สะอาดปราศจากเชื้อโรคตลอดเวลา อาการเหล่านี้ไม่มีใครอยากจะเป็นแน่นอน แต่ถ้าพิจารณาอาการของคนที่ย้ำคิดย้ำทำกับคนที่ตกหลุมรักแล้วคงจะเริ่มมองเห็น อะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เพราะการที่ย้ำคิดย้ำทำอะไรเรื่องใดเรื่องหนึ่งกับ การเฝ้าครุ่นคิดถึงคู่รักตลอดเวลานั้นก็ไม่น่าจะต่างกันนัก คนปกติคงไม่คิดถึง ใครบางคนอยู่ได้ทั้งวัน นอกจากคนที่เป็นไข้รักจู่โจมหัวใจกับคนไข้ย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งยากนักจะหักใจได้ พอเผลอก็กลับไปคิดถึงไปทำอีกจนได้

ในปี พ.ศ. 2533 โดนาเตลลา มาราซซีตี จิตแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยปีซา ประเทศอิตาลี ได้เริ่มต้นที่การศึกษาปริมาณสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า เซโรโทนัน (Serotonin) ในกลุ่มคนไข้อาการย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีตัวนี้ เพียงเล็กน้อยก็มีผลกับความรู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล และความกดดันต่างๆ แต่เมื่อคนไข้ได้รับยาในกลุ่มโปรแซคเพื่อช่วยเพิ่มเซโรโทนินแล้ว อาการกระวนกระวายวิตกกังวลก็ทุเลาลง

การตามรอยสารเคมีในสมองนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก คุณหมอมาราซซีตี จึงใช้วิธีวัดระดับเซโรโทนินโดยทางอ้อม คือโดยการเจาะเลือดวัดปริมาณเซโรโทนิน ในเกล็ดเลือด แม้ว่าเซโรโทนินในเกล็ดเลือดนั้นจะทำหน้าที่แตกต่างจากเซโรโทนิน ในสมอง แต่ระดับการเปลี่ยนแปลงของมันในร่างกายก็จะเหมือนกันไม่ว่าจะอยู่ในอวัยวะส่วนใด นั่นหมายความว่าคุณหมอมาราซซีตีจะมีมาตรวัดเซโรโทนินในสมองแบบอ้อมๆ โดยดูจากปริมาณโปรตีนที่อยู่ในเลือด

และผลจากการวัดก็เป็นไปดังคาด คนไข้ย้ำคิดย้ำทำมีปริมาณเซโรโทนิน ในร่างกายต่ำมาก นอกจากนี้คุณหมอยังพบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจเข้าอีกด้วย จากการสัมภาษณ์คนไข้อาสาสมัครเหล่านี้ คุณหมอพบว่า คนไข้ย้ำคิดย้ำทำมีอาการ ไม่แตกต่างจากคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก แต่ละวันคนทั้งสองพวก จะใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการคิดถึงใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้ คนทั้งสองกลุ่ม ก็ยังรู้ตัวดีเสียด้วยว่า สิ่งที่พวกเขาเฝ้าย้ำคิดและย้ำทำนั้นเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล แต่ต่างก็ไม่อาจถอนกายและใจออกมาได้ คุณหมอมาราซซีตีจึงสงสัยว่า คนที่กำลังมีความรักจะมีระดับเซโรโทนินในร่างกายต่ำเหมือนคน ไข้ย้ำคิดย้ำทำด้วยหรือไม่...

เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้จึงมีการจัดทดลองในกลุ่มอาสาสมัครหนุ่มสาว นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยวัยประมาณ 24 ปี จำนวน 20 คน (หญิง 17, ชาย 3) อาสาสมัครต้องมีคุณสมบัติคือ กำลังอยู่ในความรักมาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถ้านานกว่านี้ความรักอาจจืดจางลงได้ อีกข้อหนึ่งคือความรักของอาสาสมัครต้องเป็นแค่ความรักเท่านั้น ยังไม่ข้ามขั้นถึง การมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์อาจสร้างฮอร์โมนหรือสารเคมี บางตัวมากระทบผลการทดลองได้ และข้อสุดท้ายคือ อาสาสมัครใช้เวลาคิดถึง คู่รักวันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงทุกวัน

ผลปรากฏว่าอาสาสมัครกลุ่มนี้และคนไข้ย้ำคิดย้ำทำต่างก็มีปริมาณเซโรโทนิน ต่ำกว่ากลุ่มคนปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มอาสาสมัครไม่ได้เป็น คนไข้อาการนี้อยู่แล้ว จึงได้ติดตามวัดระดับเซโรโทนิน ในกลุ่มอาสาสมัครที่ยังมีคู่รัก คนเดิมอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี พบว่าระดับเซโรโทนิน กลับเป็นปกติโดยที่ไม่ใช้ยาใดๆ ช่วย จึงเป็นที่แน่ใจได้ว่าความลุ่มหลงในความรักมีผลทำให้เซโรโทนินลดลง เมื่อเวลาผ่านไป ความหลงใหลลดลงเซโรโทนินก็ปรับเข้าสู่ระดับปกติ

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ นำความรู้สึกที่หลากหลายมาสู่แวดวงวิจัย บางคนบอกว่า เราศึกษาเรื่องอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์กันมากทั้งความเครียด ความก้าวร้าว ความเศร้าโศก เรื่องของความรักนั้นเรากลับมองข้ามไป เรารู้จักอารมณ์แห่งความรักกันดีทุกคน แต่ตอนนี้ล่ะที่จะเป็นการทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันเป็นอย่างไร แต่นักวิทยาศาสตร์บางท่าน ก็ค่อนข้างจะประหลาดใจว่า จะมีด้วยหรือที่ใครคนใดคนหนึ่งจะใช้เวลาคิดถึงคนอื่น วันละหลายๆ ชั่วโมง

นอกจากความรักแล้วยังมีงานวิจัยอีกชิ้นของอับดุลลา บาดาวี นักชีวเคมี แห่งโรงพยาบาลวิตเชิร์ช เมืองคาร์ดิฟฟ์ แคว้นเวลส์ ที่พบว่า แอลกอฮอล์ก็ทำให้ เซโรโทนินในสมองลดลงด้วยเช่นกัน ผลของการเสียสมดุลนี้ทำให้คนเราขาดความยั้งคิด และขาดเหตุผล จะเห็นได้จากการที่นักดื่มทั้งหลายมักตกหลุมรักได้ง่ายและรู้สึกประทับใจ กับใครบางคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นพอสร่างเมา เซโรโทนินกลับสู่ระดับปกติก็ได้แต่ ตกใจไม่รู้ว่าตัวเองเป็นถึงขนาดนั้นได้อย่างไร ดังนั้นครั้งต่อไปจะไปเมาที่ไหน ต้องเลือกสถานที่ให้ดีก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจมากเมื่อภายหลัง

และจากการวิจัยโดยนักวิจัยท่านอื่นๆ ได้พบอีกว่า อาการของคนไข้ย้ำคิดย้ำทำนั้น ใกล้เคียงกับอาการของคนที่ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในความรักหลายประการ คนไข้ย้ำคิดย้ำทำ มีการแสดงออกหลายรูปแบบ เช่น การลักขโมยของ บ้าช็อปปิ้ง รวมไปถึงติดการพนัน ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อให้ชีวิตนั้นมีความตื่นเต้น ได้เขย่าหัวใจให้คึกคักคอยลุ้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็เช่นเดียวกับคนที่เป็นไข้รักซึ่งมีการแสดงออกโดยนิยามเรียกว่า ความโรแมนติก ซึ่งได้ผลเหมือนกันคือความเร้าใจให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา

คนที่เป็นไข้รักกับคนที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำนั้น จะมีการแสดงออกที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ชนิดที่เรียกว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าเป็นคนไข้กลุ่มไหนแน่ นั่นก็คือ อาการบีบคั้นหัวใจจากความหึงหวงห่วงใย ซึ่งสาเหตุก็มาจากความวิตกกังวลกลัว คนรักจะนอกใจ กลัวมือที่สามจะมาแย่งไป ความรู้สึกนี้จะตามหลอกหลอนจนกลายเป็น ความหวาดระแวง ตัวอย่างเช่น คนไข้รายหนึ่งคิดอยู่ตลอดว่าภรรยาของเขากำลังนอกใจ ทุกวันเขาต้องตามภรรยาของเขาว่าเธอไปที่ไหน และไปพบใครมาบ้าง เขากำชับให้เธอ ปิดประตูหน้าต่าง รูดม่านให้มิดชิดทุกครั้ง และเวลาไปเดินเล่นที่ชายหาดก็ให้เธอ แต่งตัวมิดชิดทุกครั้ง แพทย์จึงสั่งยาที่คล้ายกับโปรแซคให้กับชายผู้นี้ เพื่อเพิ่มระดับ เซโรโทนินในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งชายคนนี้ก็มีความผ่อนคลายมากขึ้น จากเรื่องนี้ยิ่งยืนยันได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักแท้ไม่มีวันละลายหรืออารมณ์ หึงหวงอย่างสุดจิตสุดใจ ล้วนเกี่ยวข้องกับอาการย้ำคิดย้ำทำทั้งสิ้น

แต่ถึงกระนั้นคุณหมอมาราซซีตีก็ยังไม่ด่วนสรุป เพราะจากผลการทดลองในกลุ่มอาสา สมัครนั้นก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าสาเหตุคืออะไร รู้ได้เพียงว่ามีผลมาจากระดับของเซโรโทนิน เท่านั้น และกลุ่มตัวอย่างก็ยังเล็กเกินไปแถมส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีกด้วย ซึ่งไม่สามารถแน่ใจได้ว่าจะมีกระบวนการหลั่งสารเซโรโทนินนี้เหมือนกันหรือไม่ จึงต้องทำการศึกษาต่อไปโดยเจาะลึกลงไปในระดับยีน และได้พบว่ากลุ่มคนที่มีอาการ เซโรโทนินต่ำแบบเรื้อรังนั้น มีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์ผิดปกติ เห็นได้ชัดจากผู้ชาย ที่มียีนควบคุมการหลั่งสารเซโรโทนินเป็นรุ่นที่มีลักษณะสั้น (short version gene) นั้นส่งผลให้หลั่งสารเซโรโทนินได้น้อยกว่าปกติ มีแนวโน้มให้เป็นคนที่ มีอาการวิตกกังวลสูง รวมไปถึง "แอคทีฟ" ทางเพศสูงกว่าคนที่มียีนรุ่นที่ยาวกว่า (longer version) และคนในกลุ่มยีนชนิดสั้นนี้ถ้าปล่อยให้ยีนทำงานไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นคนที่มีอาการทางประสาทได้ต่อไป เพราะยีนมันก็จะคงทำงานไป ตามปกติไม่สนใจว่าการที่มันลดการหลั่งของ เซโรโทนินลงไปนั้นจะทำให้ใครประสาท ได้แค่ไหน ดังนั้นถ้าทราบสาเหตุแล้วก็ต้องแก้ไขกันที่ต้นเหตุ ถ้าสารเคมีสื่อรักตัวนี้ เป็นสาเหตุให้คนเรามีอาการคลั่งรักหรือเจ้าชู้ไม่เลือกที่ ก็คงต้องมาหาวิธีในการปรับ ระดับให้เป็นปกติ เพราะการที่เป็นขุนแผน หรือคาสซาโนวานั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตเป็นสุข เท่าใดนัก เพราะอีกด้านหนึ่งของความรักคือ ความปรวนแปรของอารมณ์ เป็น ความมืดมนจากความทุกข์ระทม และเป็นสาเหตุใหญ่อีกสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย รวมถึงอาจนำอันตรายมาสู่คนรักของเขาด้วย

โรคต่างๆ เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีสามารถหายขาดหรือทุเลาลงได้ ดังนั้นคนที่มีอาการไข้คลุ้มคลั่งจากความรักก็น่าจะมีการศึกษาหาวิธีการรักษา ให้อาการดีขึ้นได้เช่นกัน... ความรักจึงอาจถึอเป็นโรคร้าย ด้วยประการฉะนี้

แปลและเรียบเรียงจาก Love sick, New Scientist 31 July 1999

ที่มา : update

ชุมชนจุลินทรีย์ โลกใบเล็กในตัวเรา

ร่างกายของมนุษย์เรานั้นประกอบด้วยเซลล์ 100,000,000,000,000 เซลล์ หนึ่งในสิบ ของเซลล์เหล่านี้เป็นเซลล์ของร่างกายเราเอง อีกร้อยละเก้าสิบก็คือแบคทีเรียอีกมาก มหาศาล ซึ่งมาสิงสู่อยู่กินที่ร่างกายของเรา เชื้อจุลินทรีย์นี้ปกคลุมทั่วผิวหนัง กระจายอยู่ ในจมูกและช่องคอ เลยตลอดไปทั่วทางเดินอาหารจากปากถึงทวารหนัก แม้จะเป็น ความจริงว่าเซลล์ของเราใหญ่กว่าเซลล์แบคทีเรียเป็นสิบเป็นร้อยเท่า แต่ความจริง อีกอย่างก็คือ เราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เราแต่ละคนเป็นเหมือนกับชุมชนเดินได้ต่างหาก

จากการศึกษาลำไส้หนูทดลองและหมู ทำให้เราได้รู้ว่ามีระบบการอยู่ร่วมกันชนิด ซับซ้อนสุดที่จะพรรณนา นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับเซลล์สัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ชนิดที่ยากจะพบได้ภายนอกสิ่งมีชีวิตเดี่ยวๆ ความสัมพันธ์ แบบนี้มีผลดีต่อจุลินทรีย์แน่นอน เพราะได้ทั้งอาหารและที่พัก แต่ก็มีผลต่ออีกฝ่าย อย่างเช่น ช่วยหล่อสร้างแบบลำไส้ ทำให้เกิดระบบภูมิคุ้มกันและบางทีก็เป็น บางส่วนของระบบประสาทระยะพัฒนาเมื่อสัตว์นั้นยังมีอายุน้อย นักวิจัยยังเชื่อ ด้วยว่าเซลล์แบคทีเรียกับเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็สามารถจะมีความสัมพันธ์กัน ถึงระดับแลกเปลี่ยนยีนกันเลยทีเดียว

นักวิจัยต้องการศึกษาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างถ้าไม่มีแบคทีเรียอยู่ในลำไส้เลย วิธีการคือ ศึกษาหนูที่ถือกำเนิดมาโดยการผ่าตัดทำคลอด แล้วเลี้ยงเจ้าหนูน้อยๆ ในตู้เพาะเลี้ยงที่ปลอดเชื้อ ผลปรากฏว่า เจ้าหนูน้อยๆ เพล่านี้เกิดอาการลำไส้บวม อย่างมาก และมีความผิดปกติทางกายภาพอีกมากมาย ยิ่งกว่านั้นเจ้าหนูปลอดเชื้อเหล่านี้ ยังไวต่อการติดโรค เพียงแค่ฉีดแบคทีเรียมีชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคเข้าไปสัก 100 ตัว เจ้าหนูพวกนี้ก็ป่วยเสียแล้ว ส่วนหนูปกตินั้นกว่าจะป่วยได้ต้องได้รับแบคทีเรีย ก่อโรคมากกว่าเป็นล้านเท่า เชื่อกันว่าแบคทีเรียที่มาอาศัยนี้เองที่เป็นสิ่งป้องกัน ทางกายภาพสำหรับผู้บุกรุกที่ก่อโรค คอยป้องกันมิให้เชื้อโรคร้ายชนิดอื่นมา ตั้งหลักปักฐาน หรือไม่ก็ปล่อยสารเคมีออกมาไล่เชื้อโรคร้ายไปไกลๆ เลย

แบคทีเรียประจำลำไส้ยังใจดีมากกว่านี้อีก พวกมันผลิตวิตามินเค ซึ่งสัตว์ทั้งหลายจะหาจากอาหารไม่ได้ และในสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างเช่น วัว ควาย นั้น แบคทีเรียจะช่วยย่อยเซลลูโลสในพืชให้กลายเป็นกลูโคส ที่วัวควายย่อยเอาไปใช้ประโยชน์ได้

นับเป็นสิบๆ ปีแล้วที่นักจุลชีววิทยาต้องเกาศีรษะแกรกๆ เมื่อนึกถึง ความสัมพันธ์อันอ่อนโยนนี้ ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรที่ดีนี้ ทำให้เราพบแบคทีเรีย ตามเมือกที่บุลำไส้ บางพวกจะไปเอ้อระเหยลอยชายอยู่ตามซอกเล็กช่องน้อยทั้งหลาย พวกมันรู้ได้อย่างไรกันว่าจะต้องไปตั้งหลักปักฐานที่ส่วนไหนของลำไส้ใน ชั่วโมงแรกๆ ที่สัตว์ตัวนั้นถือกำเนิดขึ้น และเมื่อพบที่เหมาะสมแล้วพวกมัน ยึดหัวหาดต่อต้านแบคทีเรียใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอได้อย่างไรกัน และทำไมเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยบางส่วนที่อยู่ร่วมกับเราอย่างสันติสุขมาเป็นปีๆ กลับมาสร้างความเดือดร้อนที่อาจถึงตายให้กับเราได้ ทำไมระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีอยู่ถึงไม่เปิดสงครามยืดเยื้อกับผู้บุกรุกในทางเดินอาหารเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเชื้อเหล่านี้ล้วนแต่ปกคลุมไปด้วยโปรตีนที่เหมือนกันกับชนิดที่จะกระตุ้น ให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อาจรุนแรงถึงตาย ซึ่งก็เป็นโปรตีน ที่พบได้บนผิวแบคทีเรียที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในตัวเรา

ไบรอัน เฮนเดอร์สัน นักเซลล์ชีววิทยาแห่งยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวว่า "เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ข้อขัดแย้งของ การอยู่ร่วมกัน" ถ้าคุณเอาเชื้อชนิดที่อยู่ในตัวคุณมาไว้กับเซลล์บุผิวแล้วหวังว่า คงจะเกิดการอักเสบละก็ มันไม่เป็นอย่างนั้นได้หรอก"

ความคิดที่ว่า การสื่อสารทางเคมีอาจจะเป็นกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์ อันมั่นคงที่น่าสงสัยนี้ เกิดจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพืชอย่างเช่น ถั่วกับแบคทีเรียตรึงไนโตรเจน ซึ่งอาศัยอยู่ตามปมราก เจ้าแบคทีเรียมหามิตร นี้สามารถกระตุ้นยีนของต้นถั่วทำให้สร้างปมเล็กปมน้อยที่ราก ซึ่งก็จะกลาย เป็นนิวาสสถานอันดีของบรรดาแบคทีเรียจรจัดทั้งหลาย สิ่งตอบแทนที่พืชได้รับก็คือ ไนโตรเจนชนิดบริการส่งถึงบ้าน นักวิจัยได้ค้นพบยีนเป็นโหลๆ ทั้งในพืชและ ในจุลินทรีย์ซึ่งถอดรหัสได้เป็นสารเคมีหลายชนิดที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพ ของรากถั่ว การติดต่อสื่อสารดังกล่าวนี้ดำเนินไปมาอย่างมากมายราวกับว่าเป็น การติดต่อสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างเซลล์ภายในร่างกายขณะที่กำลังมีพัฒนาการ แต่ในกรณีนี้กลับเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างยีนของสิ่งมีชีวิตสองชนิด ที่อยู่กันคนละกลุ่มกัน

มีหลักฐานที่ระบุว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้น ระหว่างแบคทีเรียกับสัตว์ด้วย อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างหมึกทะเลบ็อบเทล (Euprymna scolopes) กับ แบคทีเรียที่ชื่อ Vibrio fischeri ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่ผลิตแสงได้ อาศัยอยู่ตามบริเวณช่องที่ลำตัว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น อวัยวะเปล่งแสงของหมึก ในตอนกลางวันเจ้าหมึกทะเลจะฝังตัวอยู่ในทราย ตามชายฝั่งทะเลตื้นๆ พอตกกลางคืน มันจะออกมาล่าเหยื่อโดยมีแบคทีเรียใน อวัยวะเปล่งแสงเริ่มเปล่งแสงออกมาทำให้เกิดแสงที่ทำให้เจ้าหมึกทะเลดูคล้าย ดวงดาวในท้องฟ้า กลมกลืนไปกับดาวดวงอื่นบนผืนฟ้าเบื้องบน หลอกตาผู้ล่า ปลาหมึกเมื่อมองย้อนขึ้นมาจากใต้น้ำได้

แต่สิ่งที่ทำให้นักวิจัยอย่างเจฟฟ์ กอร์ดอน นักชีววิทยาโมเลกุลจากมหาวิทยาลัย วอชิงตันสนใจก็คือ แบคทีเรียไปมีผลต่อการพัฒนาของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับอวัยวะเปล่งแสงของหมึกทะเลได้อย่างไร ก่อนที่หมึกทะเลจะรับสินค้า คือ V. fischeri ไว้นั้น เซลล์ชนิดพิเศษซึ่งบุรอบทางเข้าของอวัยวะเปล่งแสงจะใช้ เส้นใยคล้ายขนเส้นเล็กๆ โบกพัดให้น้ำผ่านเข้ามาในรูเล็กๆ อันเป็นที่ซึ่งแบคทีเรีย จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นไปได้ว่านี้คือวิธีที่ช่วยให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ทว่า ผลการศึกษาของมาร์กาเร็ต แม็คฟอล-ไง และลูกศิษย์ของเธอชื่อ เจมี่ ฟอสเตอร์ แห่งศูนย์วิจัยชีวการแพทย์แปซิฟิกที่มานัว ในฮาวายระบุว่า ทันทีที่แบคทีเรียเข้าถึง ตัวหมึกทะเล มันจะฆ่าเซลล์กลุ่มดังกล่าวเสียเลย โดยเข้ายึดยีนของหมึกที่กระตุ้น กระบวนการตายของเซลล์แบบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ความสัมพันธ์อันใกล้ชิด
เซลล์บุโพรงที่คล้ายกับรูซึ่งแบคทีเรียอาศัยอยู่นี้ก็จะถูกแปลงสภาพโดยอิทธิพล ของ V.fischeri เซลล์พวกนี้จะบวมใหญ่กว่าขนาดปกติสี่เท่า และขนที่ปกคลุม ผิวเซลล์จะหนาขึ้น ยาวขึ้นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนดูเหมือนว่าจะคอย ห่อหุ้มคลุมแขกที่ผ่านเข้ามา เซลล์ของอวัยวะเปล่งแสงจะลดการผลิตพิษร้ายด้วย ซึ่งนักวิจัยคาดว่าพิษนี้มีเอาไว้สกัดกั้นแบคทีเรียอื่นจนกว่า V.fischeri จะตั้งตัวได้ เนื้อเยื่อของหมึกทะเลก็มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างสุดขีด เช่นเดียวกับที่ราก ของต้นถั่วต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนเช่นกัน

แล้วเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นที่เวทีใหญ่ๆ อย่างในลำไส้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบ้างมั้ย จากการศึกษาหนูทดลองและหมูก็พบว่าเป็นจริงดังนั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ เรื่องนี้ใช้อธิบายได้ว่า ข้อแตกต่างทางกายภาพหลายประการระหว่างลำไส้สัตว์ ทดลองที่ปราศจากจุลินทรีย์กับลำไส้ของสัตว์ธรรมดามีผลมาจากอะไร ในสัตว์ ปลอดจากเชื้อนั้น ส่วนที่เรียกว่า วิลไล ที่บุอยู่ภายในลำไส้จะยาวกว่า และหลุมลิเบอร์คูน (Crypts of Lieberkuhn) ซึ่งเป็นโครงสร้างรูปถ้วยที่มีอยู่รอบฐาน ของวิลไลแต่ละอันจะตื้นกว่าและมีจำนวนเซลล์น้อยกว่า ยิ่งกว่านั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวกับ ภูมิคุ้มกันที่กระจายตลอดความยาวของลำไส้ก็จะอยู่ในสภาพไม่พัฒนา และเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ก็จะมีน้อยกว่าหนูปกติเสียด้วย

หลักฐานแรกที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างความเปลี่ยนแปลงภายใน ทางเดินอาหารกับแบคทีเรียบางชนิดปรากฏชัดในปี พ.ศ. 2538 เมื่อทีมนักวิจัยของ โยชิโนริ อูเมซากิ แห่งสถาบันวิจัยจุลชีววิทยายาคูลท์ ที่โตเกียว ได้ป้อนจุลินทรีย์ ที่เป็นมิตรให้หนูปลอดเชื้อกิน เจ้าจุลินทรีย์นี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมทั้งการเพิ่มอัตราส่วนของเซลล์เยื่อบุรูปแท่งต่ออัตราส่วนของเซลล์รูปถ้วยซึ่ง สร้างเมือกและยังเพิ่มอัตราการผลิตเซลล์ทางเดินอาหารใหม่ นอกจากนี้ยังมีการ เปลี่ยนแปลงชนิดของสารประกอบไขมันบางตัวที่ปรากฏอยู่ตามผิวเซลล์ที่บุอยู่ตาม ลำไส้อีกด้วย

ขั้นต่อไปก็คือการค้นพบว่า จุลินทรีย์เหล่านี้ติดต่อสื่อสารกับเซลล์ลำไส้ได้อย่างไร ซึ่งก็เป็นตอนที่คุณกอร์ดอนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา เขาได้พยายามทำความเข้าใจกับพัฒนาการของลำไส้เล็กของหนูทดลองที่มีอายุน้อย แล้วนำมาเทียบเคียงกับมนุษย์ในวัยทารก หลุมลิเบอร์คูนในลำไส้จะผลักดันเซลล์ ที่ยังไม่ถูกกำหนดหน้าที่ขึ้นไปตามวิลไล แล้วเซลล์เหล่านี้จึงจะกลายเป็นเซลล์ที่มี หน้าที่เฉพาะชนิดใดชนิดหนึ่งในสี่แบบ เซลล์เหล่านั้นจะกลายไปเป็นเซลล์ประเภท ใดนั้นขึ้นอยู่กับว่ายีนใดจะถูกปิดหรือถูกเปิด กอร์ดอนได้ค้นพบว่าปรากฏการณ์นี้ ขึ้นอยู่กับว่าเซลล์นั้นอยู่ตรงตำแหน่งใดบนวิลไลเท่านั้น มันทำให้เขาสงสัยว่า มีบางสิ่งบางอย่างจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็อาจจะเป็นแบคทีเรียที่ผิวของวิลไลนั่นเอง ที่เป็นตัวกระตุ้นยีน

กอร์ดอนต้องการจะทราบความจริงให้มากขึ้น เขาจึงดำเนินการทดลอง ที่ไม่ซับซ้อนโดยเลือกศึกษาคุณสมบัติเพียงอย่างเดียวของลำไส้ นั่นคือ ปริมาณ น้ำตาลที่ชื่อว่า ฟูโคส ที่ปรากฏอยู่ที่ผิวเซลล์ แล้วดูว่าน้ำตาลนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเขาป้อนแบคทีเรียชนิดต่างๆ ให้หนูกินเข้าไป

ตลอดอายุ 21 วันแรกของหนูทดลอง โมเลกุลน้ำตาลฟูโคสจะครอบคลุมเซลล์ ลำไส้เล็กตอนล่าง ต่อมาเมื่อระดับฟูโคสลดลงจนเหลือน้อยที่สุดในกรณีของหนู ปลอดเชื้อ พอใส่แบคทีเรียทางเดินอาหารเข้าไป เซลล์ก็จะกลับมาเริ่มสร้างน้ำตาลอีก

ลินนี ไบรย์ นักศึกษาในห้องปฏิบัติการของกอร์ดอนพยายามจะศึกษาว่า แบคทีเรียตัวไหนเป็นตัวการเรื่องนี้ โดยเธอป้อนแบคทีเรียทีละชนิดให้หนูปลอดเชื้อ แบคทีเรียตัวแรกไม่มีอิทธิพลใดต่อการผลิตน้ำตาล ตัวที่สองก็ไม่ แต่พอเธอใส่ เชื้อแบคทีรอยดีส แททาไอทาโอไมครอน (Bacteroides thetaitaomicron) เข้าไป ปรากฏว่าไม่เพียงที่เซลล์จะเริ่มมีการผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังพบว่ามีความสัมพันธ์กัน ระหว่างปริมาณเชื้อกับปริมาณน้ำตาลด้วย แสดงให้เห็นว่ามีการส่งสัญญาณอย่าง ประณีตบรรจงระหว่างจุลินทรีย์กับเซลล์ลำไส้ ลักษณะของสัญญาณนี้ยังคงเป็น เรื่องลึกลับ แต่กอร์ดอนและลอรา ฮูเปอร์ นักวิจัยหลังปริญญาเอกของเขา ได้รายงานในที่ประชุมสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกันที่ชิคาโกเมื่อมิถุนายนปีที่ผ่านมาว่า จุลินทรีย์จะส่งสัญญาณเคมีออกมาเมื่อมันรู้สึกว่าปริมาณน้ำตาลชักจะต่ำลงมากกว่า การที่เซลล์ลำไส้จะค่อยๆ ลดการปล่อยโมเลกุลน้ำตาลออกมาเอง

กอร์ดอนมองเห็นว่าคงจะมีแบคทีเรียอื่นอีกหลายชนิดที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด กับการสื่อสารอย่างแข็งขันตลอดความยาวของทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นชุมชนที่มี การสื่อสารกันอย่างมากอันเป็นผลจากการกล่อมเกลาโดยวิวัฒนาการร่วมกันเป็นล้านปี กอร์ดอนเสนอว่า "ตอนแรกเกิดนั้นลำไส้อาจจะมีแหล่งอาหารที่ทำให้เกิดมีการ ชุมนุมกันของเชื้อแบคทีเรียในระยะแรกๆ " สิ่งนี้คงพอจะอธิบายได้ว่าแบคทีเรีย ที่อาศัยในลำไส้หาที่อยู่ที่ถูกต้องในลำไส้ได้อย่างไร และทำไมหนูทดลองทั้งหลาย จึงผลิตฟูโคสอยู่แถวๆ บริเวณลำไส้เล็กส่วนล่างก่อนที่มันจะมีอายุ 21 วัน ความสามารถของจุลินทรีย์พวกนี้ที่ทำให้อาหารเกิดขึ้นหลังจากที่พวกมัน ได้ตั้งหลักปักฐานกันแล้วสามารถอธิบายได้ว่า พวกมันสามารถยึดที่มั่นอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ต้องแข่งขันกับแบคทีเรียพวกใหม่ที่พากันเฮโลเข้ามาพร้อมกับอาหารที่สัตว์กินเข้าไป

แล้วหุ้นส่วนหลายเซลล์มีอำนาจมีปากมีเสียงอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น บ้างหรือไม่ หรือมีหน้าที่เป็นเพียงพี่เลี้ยงคอยป้อนข้าวป้อนน้ำเท่านั้น หมึกทะเลนับเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์กับแบคทีเรียที่น่าจะได้นำมา พิจารณาในแงนี้ที่ว่า ประการแรก หมึกทะเลควบคุมขนาดโคโลนีของ V.fischeri โดยปรับเปลี่ยนปริมาณออกซิเจนที่จะเข้าไปในหลุมซึ่งเป็นอวัยวะส่องแสง ประการที่สอง หมึกทะเลป้องกันมิให้แบคทีเรียอื่นมาตั้งถิ่นฐานอยู่ภายในหลุม และประการที่สาม หมึกทะเลจะกำจัด V.fischeri ผ่าเหล่าที่ผลิตแสงไม่ได้ออกไปเสียอย่างที่แมคฟาล-ไง กล่าวว่า "แบคทีเรียและหมึกทะเลจะส่งภาษาใจถึงกันจริงๆ... แบคทีเรียจะถามว่า 'เจ้าเป็นหมึกทะเลที่แท้หรือเปล่า' แล้วเจ้าหมึกทะเลก็ย้อนถามว่า 'เจ้าล่ะเป็น แบคทีเรียที่ถูกสเป๊คหรือเปล่า' และพวกมันก็จะเจ๊าะแจ๊ะจู๋จี๋กันเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก"

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเพียงพอ มาร์ติน เบลเซอร์ นักจุลชีววิทยา ที่มหาวิทยาแวนเดอร์บิลท์ ที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี กล่าวว่า เซลล์ของลำไส้ ก็อาจจะมีการคุยกันอย่างนี้กับแขกแปลกหน้าที่มาพักอาศัยก็ได้ ยังไม่ทราบกัน แน่ว่าเซลล์ลำไส้ส่งสารเคมีซึ่งไปเปิดหรือปิดยีนของแบคทีเรียโดยตรง หรือเซลล์จะเลือกสายพันธุ์แบคทีเรียอย่างเฉพาะเจาะจงโดยการปล่อยสารอาหาร โดยการแสดงตัวต้อนรับบางชนิดที่ผิวเซลล์ หรือ ปล่อยแอนติบอดีออกมา ขับไล่ไสส่งพวกแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์ เบลเซอร์คิดว่า กลไกทุกอย่าง อาจจะถูกนำมาใช้ทั้งหมด

พันธมิตรใกล้ชิดระหว่างจุลินทรีย์กับเซลล์ลำไส้สร้างความแปลกใจแก่ วงการแพทย์เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างจากการที่ Helicobacter pylori ซึ่งยอมรับ กันทั่วไปว่ามีความเกี่ยวข้องกับโรคแผลในกระเพาะอาหาร ในช่วงต้นยุค 1990 มีการทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ค้นหาวิธีที่จะกำจัดเชื้อพวกนี้ให้หมดจากกระเพาะ อาหารของมนุษย์ แต่พบว่ามีแบคทีเรียนี้อยู่ในกระเพาะอาหารคนที่มีสุขภาพ แข็งแรงดีเกือบครึ่ง เลยทำให้นักวิจัยบางคนสงสัยว่ามันอาจจะมีประโยชน์ต่อ เจ้าบ้านในลักษณะของการเป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามปกติ ความคิดนี้ได้รับ การสนับสนุนอย่างหนักแน่น เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วตอนที่ทีมนักวิจัยนำโดย สตาฟฟาน นอร์มาร์ค แห่งสถาบันคาโรลินส์กา ในกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดน แสดงให้เห็นว่า H. pylori จะปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษต่อ อี. โคไล (Escherichia coli) ซัลโมเนลลา และเชื้อโรคตัวร้ายอีกหลายตัว บิลาสเตอร์ กล่าวว่า "ผมใช้เวลาหลายปีนี้แสดงให้เห็นว่า H. pylori เป็นเชื้อโรค แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันเป็นแบคทีเรียที่อยู่ร่วมกับเราที่บางครั้งจะแสดง ความเป็นพิษภัยออกมา"

นอกจากการที่จะเข้าใจว่าทำไมบางครั้ง H.pylori และจุลินทรีย์อื่นๆ จึงได้แวบออกมาจากค่ายอบยพ เอ๊ย! ที่อยู่ตามปกติแล้วมาก่อให้เกิดความพินาศ เสียหายใหญ่หลวงได้

เมื่อได้พิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับลำไส้อย่างใกล้ชิดก็ ทำให้มองตามแนวทางวิทยาศาสตร์ไปสู่เรื่องของโพรไบโอติค ซึ่งเป็น วิถีทางปฏิบัติที่ทำกันมาหลายศตวรรษแล้วนั่นคือ การกลืนกินแบคทีเรียเป็นๆ เข้าไปขับไล่การติดเชื้อในลำไส้อาหาร หรือปัญหาอื่นในระบบทางเดินอาหาร และสิ่งที่กอร์ดอนเรียกว่า "อะไบโอติค" ซึ่งเป็นการใช้โมเลกุลเพียวๆ ที่มี ความเกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างลำไส้กับจุลชีพมาใช้ในการรักษาโรค ก็จะเป็นจริงด้วย โรคลำไส้อักเสบซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่มีลักษณะเด่นโดยการ มีลำไส้บวมเป็นครั้งเป็นคราวที่ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่เกิดใน หนูปลอดจุลินทรีย์เลย ก็นับเป็นสภาวะที่สิ่งนี้อาจจะมีประโยชน์ ถ้าสามารถหา ได้ว่าสัญญาณที่เจ้าแบคทีเรียใช้กดดันการอักเสบได้ นี่จะเป็นก้าวใหญ่ใน การออกแบบยาเพื่อทำงานที่แบคทีเรียเองดูเหมือนจะทำไม่สำเร็จ

ขณะเดียวกัน เราเองควรจะประหลาดใจหรือรำคาญใจมั้ยว่า ความคิดที่ว่าเราแต่ละคนเปรียบเสมือนกับสมาชิกเดี่ยวๆ ในชุมชน กลับกลายเป็นชุมชนเดินได้ขนาดยักษ์ อย่างไรก็ตามเฮนเดอร์สันกล่าวว่า "ชีววิทยาล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ทั้งนั้นแหละ"

แปลและเรียบเรียงจาก Insider Trading , New Scientist, 26 June 1999

ที่มา : UpDATE

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

MY ANGLE











วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

6 วิธีเสริมความมั่นใจบนเตียง

เมื่อถึงเวลาของ การปลด เปลื้องความใคร่ที่อัดแน่นเต็มหัวอก ความจริงในใจนั้นก็อยากอยู่มาก แต่ความไม่มั่นใจในลีลารักรวมทั้งรูปทรงองค์เอวของตัวเองก็ยังมีอยู่ กิจกรรมบนเตียงนอนจึงติดขัดขยักขย่อนซะงั้น ต่อไปนี้คือวิธีเสริมสร้างความมั่นใจ (บนเตียง) เพื่อเซ็กซ์สุดฮอตค่ะ


ยอมรับตัวเองและตัวเขาด้วย

+ ยอมรับว่าตัวเองเป็นใครและลืมคนอื่นให้หมดสิ้น เซ็กซ์ไม่ใช่การแข่งขันในเรื่องขนาด รูปร่าง ความอึดหรือประสบการณ์โชกโชน
+ รู้ดีว่าตัวเองสมควรได้รับความเพลิดเพลินและความสุขสมกับการมีเซ็กซ์ และพระเจ้า! ฉันต้องได้มัน!
+ รู้ว่าตัวเองเป็นเทพธิดาแห่งเซ็กซ์ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพโสด มีคู่แล้ว สาว ชรา เกย์ ขี้อาย เปิดเผย เจนโลก ไร้เดียงสา ซุกซน หรือหื่นกระหาย
+ ยอมรับและให้เกียรติทุกอย่างในตัวมนุษย์อื่น โดยเฉพาะกับคู่ของเราเอง ต่อให้พิสดารพันลึกแค่ไหนก็เถอะ


สื่อสารกัน

+ กล้าเปิดอกคุยกับคนรักว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร
+ รู้ว่าไม่เป็นไรถ้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ชอบ (และร่ำร้องโอเคเซย์เยส! กับสิ่งที่ถูกใจ)
+ กล้าแบ่งปันและแลกเปลี่ยนจินตนาการซุกซนวาบหวิวกับคนรัก

เพลิดเพลินกับทุกสิ่ง

+ สนุกกับการเป็นผู้ให้มากพอๆ กับการเป็นผู้รับ
+ โชว์ลีลาเซ็กซ์ที่เราโปรดปรานอย่างเต็มกำลังความสามารถ
+ เป็นผู้ให้รวมทั้งยอมรับและจดจำคำชมทั้งบนเตียงและนอกเตียง
+ เห็นแก่ตัวนิดหน่อยเวลาอยู่บนเตียง คุณก็มีสิทธิถึงจุดสุดยอดมากพอๆ กับเขานี่นา

ทดลอง

+ พยายามลองอะไรใหม่ๆ บนเตียงบ้าง
+ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็เห็นเป็นเรื่องขำซะ
+ กล้าลองเสี่ยงบ้างทั้งในและนอกห้องนอน

ไม่เคยหยุดเรียนรู้

+ มาสเตอร์เบทเพื่อเรียนรู้สิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ตัวเองมากที่สุด
+ หาข้อมูลเท่าที่ทำได้ เช่น หาหนังสือมาอ่าน เข้าเว็บไซต์ หรือซื้อวิดีโอ เซ็กซ์ทอย เพื่อความสนุกทั้งหลาย

หมั่นฝึกฝน

+ หมั่นมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยให้ติดเป็นนิสัยเพื่อความเพลิดเพลินแบบไร้กังวล
+ ฝึกฝนลีลาเซ็กซ์ใหม่ๆเอาไว้ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่ออกจากท้องแม่ค่ะ ฝึกไว้ไม่เสียหลาย


หากมีปัญหาหนักเรื่องความมั่นใจในตัวเองทั้งกับเรื่องบนเตียงหรือเรื่องอื่นๆ อาจต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางค่ะ

ที่มา : สนุกดอทคอม