วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โรคร้ายแห่งรัก

ที่ว่ากันว่าอานุภาพความรักนั้นร้ายแรงนัก ทำให้ผู้ตกอยู่ในความรักมีอันเป็นไปต่างๆ นานา และมักทำให้มีนิสัยรวมถึงพฤติกรรมแปลกไปจากปกตินั้นจริงหรือ และอะไรกันเล่าที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ถ้าจะเหลียวมองไปรอบๆ ตัว สังเกตพฤติกรรมของผู้คนรอบข้างที่คุ้นเคยมาแต่ก่อนเก่า ครั้นพอมามีความรักก็มักทำะไรที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ จนบางครั้งก็แอบคิดไปว่าคล้ายประสาทนิดๆ เจือด้วยอาการบ้าหน่อยๆ แต่ถ้าท่านใดที่เคยผ่านหรือกำลังอยู่ระหว่างดอกรักบานสะพรั่งกลางใจ ก็คงรับรู้ได้ถึงอาการปั่นป่วน กระวนกระวายปนเปกับความวิตกกังวล สับสน และอื่นๆ อีกมากมายจนใจกระเจิดกระเจิงนั้นเป็นอย่างไร หรือถ้าสนใจจะติดตามหารายละเอียด ได้เพิ่มเติมจากบทเพลง และบทกลอนต่างๆ ที่ถ่ายทอดกันมายาวนานตั้งแต่โบราณกาล คิดดูว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังบรรยายกันได้ไม่จบสิ้น

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สรุปอาการสารพัดที่เกิดขึ้นนี้อย่างสั้นๆ ตรงตามอาการว่า "ย้ำคิดย้ำทำ" ซึ่งหลายคนคงอยากจะค้านว่าพูดถึงความรักแล้วทำไมกลายเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำไปได้ ทั้งอารมณ์และความรู้สึกก็ต่างกันลิบลับ ผู้คนมากมายในโลกนี้ ใฝ่ฝันหาความรัก เกิดมาทั้งที่ก็อยากจะมีความรักสักครั้ง เพราะการที่มีความรักนั้น น่าจะเป็นความสุขเบิกบานหัวใจที่มีใครสักคนไว้ให้คิดถึง เป็นที่ยึดเหนี่ยวหัวใจ แต่การที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำนั้นน่าจะเป็นความทุกข์ทรมาน อาการที่รู้จักกันดีก็เช่น การเฝ้าวนเวียนไปดูว่าประตูล็อคหรือยัง หรือไม่ก็คอยล้างมือซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ สะอาดปราศจากเชื้อโรคตลอดเวลา อาการเหล่านี้ไม่มีใครอยากจะเป็นแน่นอน แต่ถ้าพิจารณาอาการของคนที่ย้ำคิดย้ำทำกับคนที่ตกหลุมรักแล้วคงจะเริ่มมองเห็น อะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เพราะการที่ย้ำคิดย้ำทำอะไรเรื่องใดเรื่องหนึ่งกับ การเฝ้าครุ่นคิดถึงคู่รักตลอดเวลานั้นก็ไม่น่าจะต่างกันนัก คนปกติคงไม่คิดถึง ใครบางคนอยู่ได้ทั้งวัน นอกจากคนที่เป็นไข้รักจู่โจมหัวใจกับคนไข้ย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งยากนักจะหักใจได้ พอเผลอก็กลับไปคิดถึงไปทำอีกจนได้

ในปี พ.ศ. 2533 โดนาเตลลา มาราซซีตี จิตแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยปีซา ประเทศอิตาลี ได้เริ่มต้นที่การศึกษาปริมาณสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า เซโรโทนัน (Serotonin) ในกลุ่มคนไข้อาการย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีตัวนี้ เพียงเล็กน้อยก็มีผลกับความรู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล และความกดดันต่างๆ แต่เมื่อคนไข้ได้รับยาในกลุ่มโปรแซคเพื่อช่วยเพิ่มเซโรโทนินแล้ว อาการกระวนกระวายวิตกกังวลก็ทุเลาลง

การตามรอยสารเคมีในสมองนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก คุณหมอมาราซซีตี จึงใช้วิธีวัดระดับเซโรโทนินโดยทางอ้อม คือโดยการเจาะเลือดวัดปริมาณเซโรโทนิน ในเกล็ดเลือด แม้ว่าเซโรโทนินในเกล็ดเลือดนั้นจะทำหน้าที่แตกต่างจากเซโรโทนิน ในสมอง แต่ระดับการเปลี่ยนแปลงของมันในร่างกายก็จะเหมือนกันไม่ว่าจะอยู่ในอวัยวะส่วนใด นั่นหมายความว่าคุณหมอมาราซซีตีจะมีมาตรวัดเซโรโทนินในสมองแบบอ้อมๆ โดยดูจากปริมาณโปรตีนที่อยู่ในเลือด

และผลจากการวัดก็เป็นไปดังคาด คนไข้ย้ำคิดย้ำทำมีปริมาณเซโรโทนิน ในร่างกายต่ำมาก นอกจากนี้คุณหมอยังพบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจเข้าอีกด้วย จากการสัมภาษณ์คนไข้อาสาสมัครเหล่านี้ คุณหมอพบว่า คนไข้ย้ำคิดย้ำทำมีอาการ ไม่แตกต่างจากคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก แต่ละวันคนทั้งสองพวก จะใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ในการคิดถึงใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้ คนทั้งสองกลุ่ม ก็ยังรู้ตัวดีเสียด้วยว่า สิ่งที่พวกเขาเฝ้าย้ำคิดและย้ำทำนั้นเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล แต่ต่างก็ไม่อาจถอนกายและใจออกมาได้ คุณหมอมาราซซีตีจึงสงสัยว่า คนที่กำลังมีความรักจะมีระดับเซโรโทนินในร่างกายต่ำเหมือนคน ไข้ย้ำคิดย้ำทำด้วยหรือไม่...

เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้จึงมีการจัดทดลองในกลุ่มอาสาสมัครหนุ่มสาว นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยวัยประมาณ 24 ปี จำนวน 20 คน (หญิง 17, ชาย 3) อาสาสมัครต้องมีคุณสมบัติคือ กำลังอยู่ในความรักมาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถ้านานกว่านี้ความรักอาจจืดจางลงได้ อีกข้อหนึ่งคือความรักของอาสาสมัครต้องเป็นแค่ความรักเท่านั้น ยังไม่ข้ามขั้นถึง การมีเพศสัมพันธ์ เพราะการมีเพศสัมพันธ์อาจสร้างฮอร์โมนหรือสารเคมี บางตัวมากระทบผลการทดลองได้ และข้อสุดท้ายคือ อาสาสมัครใช้เวลาคิดถึง คู่รักวันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงทุกวัน

ผลปรากฏว่าอาสาสมัครกลุ่มนี้และคนไข้ย้ำคิดย้ำทำต่างก็มีปริมาณเซโรโทนิน ต่ำกว่ากลุ่มคนปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มอาสาสมัครไม่ได้เป็น คนไข้อาการนี้อยู่แล้ว จึงได้ติดตามวัดระดับเซโรโทนิน ในกลุ่มอาสาสมัครที่ยังมีคู่รัก คนเดิมอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี พบว่าระดับเซโรโทนิน กลับเป็นปกติโดยที่ไม่ใช้ยาใดๆ ช่วย จึงเป็นที่แน่ใจได้ว่าความลุ่มหลงในความรักมีผลทำให้เซโรโทนินลดลง เมื่อเวลาผ่านไป ความหลงใหลลดลงเซโรโทนินก็ปรับเข้าสู่ระดับปกติ

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ นำความรู้สึกที่หลากหลายมาสู่แวดวงวิจัย บางคนบอกว่า เราศึกษาเรื่องอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์กันมากทั้งความเครียด ความก้าวร้าว ความเศร้าโศก เรื่องของความรักนั้นเรากลับมองข้ามไป เรารู้จักอารมณ์แห่งความรักกันดีทุกคน แต่ตอนนี้ล่ะที่จะเป็นการทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันเป็นอย่างไร แต่นักวิทยาศาสตร์บางท่าน ก็ค่อนข้างจะประหลาดใจว่า จะมีด้วยหรือที่ใครคนใดคนหนึ่งจะใช้เวลาคิดถึงคนอื่น วันละหลายๆ ชั่วโมง

นอกจากความรักแล้วยังมีงานวิจัยอีกชิ้นของอับดุลลา บาดาวี นักชีวเคมี แห่งโรงพยาบาลวิตเชิร์ช เมืองคาร์ดิฟฟ์ แคว้นเวลส์ ที่พบว่า แอลกอฮอล์ก็ทำให้ เซโรโทนินในสมองลดลงด้วยเช่นกัน ผลของการเสียสมดุลนี้ทำให้คนเราขาดความยั้งคิด และขาดเหตุผล จะเห็นได้จากการที่นักดื่มทั้งหลายมักตกหลุมรักได้ง่ายและรู้สึกประทับใจ กับใครบางคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นพอสร่างเมา เซโรโทนินกลับสู่ระดับปกติก็ได้แต่ ตกใจไม่รู้ว่าตัวเองเป็นถึงขนาดนั้นได้อย่างไร ดังนั้นครั้งต่อไปจะไปเมาที่ไหน ต้องเลือกสถานที่ให้ดีก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจมากเมื่อภายหลัง

และจากการวิจัยโดยนักวิจัยท่านอื่นๆ ได้พบอีกว่า อาการของคนไข้ย้ำคิดย้ำทำนั้น ใกล้เคียงกับอาการของคนที่ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในความรักหลายประการ คนไข้ย้ำคิดย้ำทำ มีการแสดงออกหลายรูปแบบ เช่น การลักขโมยของ บ้าช็อปปิ้ง รวมไปถึงติดการพนัน ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อให้ชีวิตนั้นมีความตื่นเต้น ได้เขย่าหัวใจให้คึกคักคอยลุ้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็เช่นเดียวกับคนที่เป็นไข้รักซึ่งมีการแสดงออกโดยนิยามเรียกว่า ความโรแมนติก ซึ่งได้ผลเหมือนกันคือความเร้าใจให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา

คนที่เป็นไข้รักกับคนที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำนั้น จะมีการแสดงออกที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ชนิดที่เรียกว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าเป็นคนไข้กลุ่มไหนแน่ นั่นก็คือ อาการบีบคั้นหัวใจจากความหึงหวงห่วงใย ซึ่งสาเหตุก็มาจากความวิตกกังวลกลัว คนรักจะนอกใจ กลัวมือที่สามจะมาแย่งไป ความรู้สึกนี้จะตามหลอกหลอนจนกลายเป็น ความหวาดระแวง ตัวอย่างเช่น คนไข้รายหนึ่งคิดอยู่ตลอดว่าภรรยาของเขากำลังนอกใจ ทุกวันเขาต้องตามภรรยาของเขาว่าเธอไปที่ไหน และไปพบใครมาบ้าง เขากำชับให้เธอ ปิดประตูหน้าต่าง รูดม่านให้มิดชิดทุกครั้ง และเวลาไปเดินเล่นที่ชายหาดก็ให้เธอ แต่งตัวมิดชิดทุกครั้ง แพทย์จึงสั่งยาที่คล้ายกับโปรแซคให้กับชายผู้นี้ เพื่อเพิ่มระดับ เซโรโทนินในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งชายคนนี้ก็มีความผ่อนคลายมากขึ้น จากเรื่องนี้ยิ่งยืนยันได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักแท้ไม่มีวันละลายหรืออารมณ์ หึงหวงอย่างสุดจิตสุดใจ ล้วนเกี่ยวข้องกับอาการย้ำคิดย้ำทำทั้งสิ้น

แต่ถึงกระนั้นคุณหมอมาราซซีตีก็ยังไม่ด่วนสรุป เพราะจากผลการทดลองในกลุ่มอาสา สมัครนั้นก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าสาเหตุคืออะไร รู้ได้เพียงว่ามีผลมาจากระดับของเซโรโทนิน เท่านั้น และกลุ่มตัวอย่างก็ยังเล็กเกินไปแถมส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีกด้วย ซึ่งไม่สามารถแน่ใจได้ว่าจะมีกระบวนการหลั่งสารเซโรโทนินนี้เหมือนกันหรือไม่ จึงต้องทำการศึกษาต่อไปโดยเจาะลึกลงไปในระดับยีน และได้พบว่ากลุ่มคนที่มีอาการ เซโรโทนินต่ำแบบเรื้อรังนั้น มีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์ผิดปกติ เห็นได้ชัดจากผู้ชาย ที่มียีนควบคุมการหลั่งสารเซโรโทนินเป็นรุ่นที่มีลักษณะสั้น (short version gene) นั้นส่งผลให้หลั่งสารเซโรโทนินได้น้อยกว่าปกติ มีแนวโน้มให้เป็นคนที่ มีอาการวิตกกังวลสูง รวมไปถึง "แอคทีฟ" ทางเพศสูงกว่าคนที่มียีนรุ่นที่ยาวกว่า (longer version) และคนในกลุ่มยีนชนิดสั้นนี้ถ้าปล่อยให้ยีนทำงานไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นคนที่มีอาการทางประสาทได้ต่อไป เพราะยีนมันก็จะคงทำงานไป ตามปกติไม่สนใจว่าการที่มันลดการหลั่งของ เซโรโทนินลงไปนั้นจะทำให้ใครประสาท ได้แค่ไหน ดังนั้นถ้าทราบสาเหตุแล้วก็ต้องแก้ไขกันที่ต้นเหตุ ถ้าสารเคมีสื่อรักตัวนี้ เป็นสาเหตุให้คนเรามีอาการคลั่งรักหรือเจ้าชู้ไม่เลือกที่ ก็คงต้องมาหาวิธีในการปรับ ระดับให้เป็นปกติ เพราะการที่เป็นขุนแผน หรือคาสซาโนวานั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตเป็นสุข เท่าใดนัก เพราะอีกด้านหนึ่งของความรักคือ ความปรวนแปรของอารมณ์ เป็น ความมืดมนจากความทุกข์ระทม และเป็นสาเหตุใหญ่อีกสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย รวมถึงอาจนำอันตรายมาสู่คนรักของเขาด้วย

โรคต่างๆ เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีสามารถหายขาดหรือทุเลาลงได้ ดังนั้นคนที่มีอาการไข้คลุ้มคลั่งจากความรักก็น่าจะมีการศึกษาหาวิธีการรักษา ให้อาการดีขึ้นได้เช่นกัน... ความรักจึงอาจถึอเป็นโรคร้าย ด้วยประการฉะนี้

แปลและเรียบเรียงจาก Love sick, New Scientist 31 July 1999

ที่มา : update

ไม่มีความคิดเห็น: